วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

การติดตั้งท่อใต้แม่น้ำลำคลอง

บทนำ
การติดตั้งท่อใต้แม่น้ำ เป็นงานส่วนหนึ่งของการติดตั้งท่อแก็สใต้ดิน ท่อแก็สนี้จะแยกมาจากท่อหลักที่วางมาจากโรงแยกแก็สของปตท.ที่ระยอง มาตามถนนสาย 36 แล้วมาทางถนนบางนา-ตราด ดังนั้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งตามแนวเส้นทางนี้และต้องการจะใช้แก็สธรรมชาติ จะต้องต่อท่อออกจากเส้นท่อหลักมายังโรงงาน โดยผ่านชุดอุปกรณ์ควบคุมแรงดันและมาตรวัดปริมาณแก็สเพื่อนำมาคิดเงินค่าแก็ส
การติดตั้งท่อแก็สนี้มักจะมีแนวท่อผ่านไปตามแนวถนน เพราะโรงงานส่วนใหญ่จะมีถนนเข้าถึง หากเข้าด้านอื่นก็จะผ่านที่ดินชาวบ้านที่ต้องเจรจาซื้อหรือขอผ่าน บางครั้งแนวท่อจะต้องผ่านแม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งมีเรือสัญจรตามแน่น้ำ ลำคลองนั้น จึงต้องมีการออกแบบวิธีการติดตั้งที่เหมาะสม

การออกแบบ
ปกติท่อแก็สที่แยกจากท่อแก็สหลักจะมีขนาดเท่าใดนั้น เราคำนวณจากปริมาณความต้องการแก็สที่โรงงานนั้นๆต้องการ ท่อทำจากวัสดุเหล็กคาร์บอน มาตราฐาน API 5L Gr.B sch.40 ขนาดที่ใช้งานกันอยู่จะประมาณ 4 - 6 นิ้ว ระบบท่อแก็สนี้จะต้องป้องกันการกัดกร่อนด้วยการหุ้มผิวท่อด้านนอกด้วย PE tape ซึ่งก่อนดำเนินการจะต้องทำความสะอาดผิวด้วยวิธีการพ่นทราย โดยพ่นทรายให้ได้คุณภาพ SA 2.5 คือ Nearly White จากนั้นจะต้องทดสอบความต้านทานไฟฟ้าด้วยวิธี Eddy Current เพื่อที่ทดสอบว่าวัสดุที่หุ้มท่อนั้นสามารถป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วไหลได้หรือเปล่า เพราะการที่ท่อถูปติดตั้งใต้ดิน จะมีความต่างศักย์ของไฟฟ้าระหว่างท่อเหล็กกับดินโดยรอบ หากมีการรั่วไหลได้ ท่อเหล็กจะสึกกร่อนจากการที่อนุภาคของเหล็กเคลื่อนย้ายตามความต่างศักย์ไฟฟ้า เราจะใช้วิธี Cathodic Protection โดยสำรวจสภาพความต้านทานของดินที่จะฝังท่อ โดยหลักแล้วเราจะฝังแท่งโลหะที่เหมาะสมลงไปในดินแล้วต่อสายไฟฟ้าเชื่อมต่อกับท่อแก็ส ให้แท่งโลหะนั้นสึกกร่อนแทน
ท่อแก็สจะถูกฝังใต้ดินโดยฝังลึกประมาณ 2.5 เมตร โดยวัดจากหลังท่อถึงผิวดินด้านบน ท่อแก็สจะมีระดับสัมพันธ์กับระดับดินเดิม ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เป็นแนวระดับเสมอไป ยกเว้นระดับดินเดิมนั้นจะมีความลาดเอียงไม่เหมาะสม เช่น ทำให้ท่อเหล็กเกิดความเครียดมากเกินข้อกำหนด ดังนั้นท่อเหล็กจะวางทอดไปตามความสูงต่ำของผิวดิน
เมื่อถึงบริเวณแม่น้ำลำคลอง ท่อเหล็กจะถูกออกแบบให้อยู่ต่ำกว่าระดับท้องน้ำและยังต้องหุ้มด้วยวัสดุที่แข็งแรงพอ เพราะอาจมีเรือมาทำให้เสียหายได้ เช่น คอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นต้น ขณะเดียวกันท่อก็ต้องวางโค้งทอดไปตามลักษณะท้องน้ำและวัสดุหุ้มดังกล่าวจะต้องไม่เสียหายและมีน้ำหนักพอจะถ่วงให้ท่อไม่ลอยขึ้นมาด้วย แม่น้ำที่เป็นตัวอย่างนี้มีความกว้างประมาณ 80 เมตร ต้องคำนวณหารัศมีความโค้งของท่อเหล็กที่ยอมให้ท่อเหล็กโค้งตัวได้โดยมีความเครียดที่ผิวท่อไม่เกน Plastic Deformation มิฉะนั้นท่อจะเกดการเสียหายได้

การติดตั้ง
การติดตั้งท่อใต้ดินโดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้
  1. สำรวจแนววางท่อที่จะติดตั้ง โดยกำหนดแนวที่จะขุดร่องดิน
  2. วางท่อที่ทำการหุ้มแล้วตามแนววางท่อ โดยวางข้างๆร่องดินให้ห่างพอจะทำงานได้ (ประมาณ 1 เมตร)
  3. ยกท่อขึ้นวางบนขาตั้งที่สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อที่จะใช้ประกอบ - เชื่อมท่อด้านล่างได้โดยช่างเชื่อม
  4. เมื่อเชื่อมท่อแล้ว รอยเชื่อมจะถูกทดสอบโดยใช้วิธีทดสอบโดยไม่ทำลาย Non Destructive Test ซึ่องอาจจะเป็นวิธี X-Ray, Grammar Ray อาจจะประกอบด้วย Penetrant Test (เกี่ยวการทดสอบจะมาอธิบายภายหลัง)
  5. หลังจากทดสอบรอยเชื่อมและผ่านแล้ว รอยเชื่อมจะถูกหุ้มด้วยวัสดุป้องกันและทดสอบความต้านทานไฟฟ้าด้วย
  6. ท่อจะถูกย้ายแนวจากข้างร่องดินมายังเหนือร่องดิน ความยาวท่อที่ย้ายมานี้ ขึ้นกับการคำนวณรัสมีความโค้งที่ท่อขนาดที่กำลังติดตั้งนี้ยอมให้ได้
  7. จากนั้นท่อที่อยู่เหนือร่องดินจะถูกวางลงในก้นร่องดินที่มีทรายหยาบรองรับด้านล่าง เช่นกันคือท่อจะถูกยึดให้มีความโค้งตามแนวดิ่ง ไม่ให้เกิดความเครียดของท่อเกินกว่าที่กำหนด
  8. ขั้นตอนจะถูกดำเนินตามที่อธิบายมาข้างต้นไปเรื่อยๆจนเสร็จ

การติดตั้งท่อใต้ดินบริเวณแม่น้ำ

  1. สำรวจแนววางท่อ วางท่อที่หุ้มแล้วบนฝั่งแม่น้ำด้านที่ทำงานสะดวก เชื่อมต่อท่อดังกล่าวให้ได้ความยาวพอเพีบงที่จะวางในช่วงดังกล่าว
  2. เตรียมทุ่นลอยเพื่อยกท่อที่จะติดตั้งให้สามารถลอยบนผิวน้ำได้ ติดตั้งทุ่นเข้ากับท่อที่เชื่อมต่อและผ่านการทดสอบแล้ว โดยเริ่มติดตั้งช่วงแรกของท่อ
  3. จากนั้นดันท่อที่ยึดกับทุ่นลอยออกไปในแม่น้ำ ดำเนินการติดตั้งทุ่นลอยกับท่อไปจนกระทั่งได้ความยาวท่อตามต้องการ
  4. ขณะนี้ท่อจะลอยอยู่ในแม่น้ำเหนือผิวน้ำ เราเริ่มปล่อยน้ำเข้าทุ่นที่บริเวณกลางความยาวท่อ พื่อให้ท่อเริ่มลดระดับลง
  5. ปล่อยน้ำเข้าทุ่นอื่นๆด้านซ้าย-ขวาของท่อ ดดยควบคุมให้ท่อที่เริ่มจมลงมีความโค้งไม่เกินที่กำหนด และเป็นไปตามความโค้งของท้องน้ำ
  6. เมื่อท่อจมลงถึงท้องน้ำแล้ว ทำการปลดทุ่นออก
  7. ขณะนี้ท่อวางอยู่บนพื้นดินท้องแม่น้ำแล้ว จากนั้นจะทำการฝังท่อให้จมลงไปอีก
  8. เตรียมเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงพร้อมท่อส่งน้ำที่ยาวพอถึงแนวท่อใต้น้ำ
  9. ฉีดน้ำเข้าไปที่ข้างแนวท่อ โดยเริ่มจากบริเวณกลางแม่น้ำ เพื่อให้ดินที่รองรับท่อถูกน้ำชะออกไป ท่อก็จะจมลง
  10. ทำที่บริเวณอื่นโดยควบคุมความโค้งของท่อที่เกิดขึ้นด้วย มิฉะนั้นท่อจะเกิดความเสียหายได้
  11. ดำเนินการเชื่อมต่อท่อกับปลายทั้งสองบนฝั่งต่อไป

สงสัยจุดไหนสอบถามได้ครับ รีบเขียนโดยไม่ได้ตรวจทาน หากมีเวลาจะมาปรับแก้ เพิ่มเติมต่อไป

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

บททดสอบBMW 525ia
























































รถยนต์ที่น่าใช้

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของคนที่บ้ารถ สนใจรถ ตั้งแต่เด็กๆ เรียนมาก็ทางเครื่องกล รับซ่อมรถตอนเรียนหนังสือ ใช้รถมาเกินโหล ถูกหลอกทั้งซื้อและซ่อม เดินเล่นแถวเซียงกงจนคนขายจำหน้าได้ มือคันขนาดรื้อเครื่องยนต์ออกมา ส่งฝาสูบไปทำพอร์ท ส่งแคมไปเจียร์ ทำช่วงล่างเอง ติดเครื่องเสียงเอง คิดว่าพอมีความรู้มาแบ่งปันกันบ้างครับ



รถอะไรดี?

ก่อนอื่นต้องดูที่ตัวคนใช้ ไม่ใช่คนซื้อนะครับ เพราะคนซื้อบางทีไม่ใช่คนที่จะใช้ ส่วนเรื่องเงินๆทองๆไว้ไปว่ากันในหัวข้อนั้นๆ คนซื้อที่ว่านี่คือ รายละเอียดส่วนตัว อายุ นิสัย ความต้องการส่วนตัว ความสามารถทางช่างของตัวเอง หรือคนข้างเคียงที่สามารถไหว้วานกันได้ ไม่บ่นมาก และที่สำคัญคือเอาไปทำอะไร รับ-ส่งผบทบ (ผู้บัญชาการที่บ้าน) รับ-ส่งอีหนู ส่งของ เที่ยวเล่น โชว์ นั่นคือต้องกำหนดรูปแบบการใช้งานให้ชัดเจน หรือจะบอกว่าต้องการแบบ คันเดียวใช้ได้ทุกอย่าง ก็มีให้เลือก แต่ต้องเข้าใจว่าบางด้านอาจะจะดี แต่บางด้านอาจจะไม่เหมาะนัก เอาดีทั้งหมดคงจะไม่ไหวมังครับ
ถ้าท่านใช้รถแบบคนทั่วไป ใช้ประจำวัน ออกต่างจังหวัดบ้าง ซ่อมรถไม่เป็น ได้แต่เติมน้ำมัน ล้างรถ ประเภทนี้ควรจะเลือกรถใหม่ป้ายแดง ขนาด 1600 - 1800 ซีซี สี่ประตู เอารถที่มาจากแดนปลาดิบก็จะเข้าท่า ทั้งจำนวนศูนย์บริการ ราคาขายต่อ ถ้ามีคนใช้โดยสารประจำไม่มาก ก็เอารถเล็กหน่อยก็ได้ อย่าไปเผื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นปีละ 1-2 ครั้ง

รถแบบ MPV (Multi Purpose Vehicle) เป็นรถเอนกประสงค์คล้ายรถตู้ผสมรถแวน เหมาะกับคนใช้รถประเภทคนเยอะ ของแยะ ไปตจว.นี่เยี่ยมมาก รถพวกนี้ก็ได้แก่ Mitsubishi Space Wagon, Toyota Wish, Honda Stream หรือ Odyssy เป็นต้น

รถแบบ PPV (Pickup Passenger Vehicle) พวกนี้คือรถที่แปลงมาจากรถกระบะ เช่น Toyota Fortuner, Isuzu Mu7, Ford Everest, Mitsubishi G-Wagon และ Thairung ที่แปลงมาจาก Isuzu ทำโดยคนไทยรถแบบนี้เหมาะจะเป็นรถเอนกประสงค์ บรรทุกได้มาก นุ่มนวลพอควร ดูดี อะไหล่ส่วนใหญ่ก็รถกระบะนั่นล่ะครับ

รถแบบ SUV (Sport Utility Vehicle) รถประเภทนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มตามราคากับขนาดรถ พวกแรกมักเรียกว่า Mini SUV เช่น Honda CRV, Ford Escape, Chevrolet Captiva, Toyota RV4 เป็นต้น

รถแบบ Sedan รถพวกนี้ก็คือรถเก๋งทั่วไป ใช้งานโดยสารปกติ มีทั้งหรูหรา เช่น BMW serie 5, 7 Mercedes Benz E class S class, Audi A6 A8, Volvo รถกลุ่มนี้มักจะบรรทุกคนน้อย แต่มีเงินมาก นั่งแล้วจะรู้สึกว่ามีเงิน ส่วนพวกขนาดย่อมลงมาได้แก่ Toyota Camry, Honda Accord, Nissan Teana รถกลุ่มนี้เหมาะกับเป็นรถบรษัท คนติดรถด้วยมากหน่อย หากพวกที่เล็กลงมาอีกก็ได้แก่พวก Toyota Corolla, Honda Civic, Mitsubishi Lancer พวกนี้เหมาะกับการใช้งานทั่วไป ออก ตจว.ได้บ้าง

รถแบบ Mini มักจะขัดวัตถุประสงค์ของขนาดรถเอง เพราะนั่งได้น้อย แต่ราคาแพง มีศักดิ์ศรี เช่น Mini Cooper นอกจากพวก Toyota Yaris, Honda Jazz พวกนี้ถึงจะเหมาะสม แต่ก็ได้ไม่เท่าที่จ่าย

มีงบประมาณแค่ไหน?
ก่อนที่จะเลือกรถ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกตามแรงเชียร์ อยากได้ระดับทางสังคม มักไม่ได้ซื้อตามที่ควรจะใช้งาน พอมาดูงบประมาณ พวกมีเงินถังคงไม่ต้องไปสนใจมากนัก พวกที่ต้องผ่อนนี่สิ ยิ่งเจอเงื่อนไขสมัยนี้ ดาวน์นิดเดียวก็ออกรถได้แล้ว เวลาผ่อนจะหน้ามืดเอา ดังนั้นควรจะเลือกรถที่เราจัดการเรื่องเงินได้ ไม่เป็นภาระมาก ชนิดของรถเหมาะสม อย่าไปซื้อรถให้คนอื่นดูหรือชมเลย กว่าจะออกรถได้นี่ต้องมีค่าประกัน ค่าทะเบียน พอได้รถแล้วยังจะต้องมีค่าบำรุงรักษาอีกนะครับ แล้วถ้าไม่แข็งแรงเรื่องเครื่องยนต์กลไกบ้างละก็ ไปเลือกพวกรถใช้ง่ายๆ ช่างซ่อมได้มีเยอะๆ เช่นพวก ต้าๆ ด้าๆ นั่นล่ะ

ดูอะไรบ้าง?
ถ้าเป็นรถใหม่ก็ให้ดูว่าคนขายสวยมั๊ย เจอคนขายตัวผู้ก็ให้เดินออกมาเลย ไปหาที่อื่น เพราะพวกคนขายนี่ ไม่ว่าจะมีจู๋หรือจิ๋ม ไม่รู้เรื่องทั้งนั้น ถามทีไร พาเรางงไปด้วยทุกที ตอบได้อย่างเดียวคือเรื่องเงิน
ท่านที่จะสมัครรักใคร่กับรถเก่า หากจะให้ดีก็พาช่างหรือคนที่รู้เรื่องดี โดนหลอกมาเยอะ ไปดูด้วย แต่ระวังเขาไปรับค่าคอมจากคนขายเข้าล่ะ จุดหลักๆก็คือ โดนชนหรือคว่ำมามั๊ย โดยดูตามรอยทำสี ตะเข็บห่างเท่ากันหรือเปล่า อย่าไปมัวดูแต่คนขายสาวๆ เครื่องยนต์ก็ดูแบบที่อย่าต้องมาซ่อมหนัก มันแพง ยิ่งพวกเกียร์ออโตด้วยแล้ว บางรุ่นนี่ราคาเท่าๆกับราคารถที่คุณกำลังเล็งเชียวล่ะครับ อุปกรณ์ภายในนี่ก็ควรสนใจหน่อย เพราะหาเปลี่ยนยาก และบอกถึงความหนักหน่วงในการถูกใช้งานจากเจ้าของเดิมด้วย

แล้วรถอะไรดี?
ถ้าท่านไม่กลัวรถยุโรป ไม่หูเบาฟังที่คนไม่รู้เรื่องชอบพูด ทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยใช้ ควรมองพวกนี้บ้าง ราคาตกเยอะดี สภาพสามสี่ปียังแจ๋วอยู่เลย อะไหล่ก็หาแถวหลังวัดโสมได้ ราคาไม่แพง
ปัจจุบันก็จะมีสองรุ่น ใช้ดี ทรงตัวดี ปลอดภัยมาก BMW E34 525i ปีประมาณ 93 - 97 ราคาก็เริ่มจาก สามแสนถึงห้าแสน เก่ากว่านี้อย่าไปเอา ทำไม่ไหว อีกคันก็ Benz W124 230E 300E ราคาประมาณ สี่ถึงหกแสน นั่งดีแต่ไม่ปรู๊ดปร๊าด ชอบขับเองสนุกก็เอา BMW

มีอะไรอยากถาม ยินดีครับ แล้วจะมาใส่รายละเอียดเพิ่มทีหลัง

Trackwork ในเมืองไทย

ระบบขนส่งมวลชนชนิดราง เป็นระบบที่มีงานระบบราง (Trackwork) เป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่ง มีหน้าที่รองรับตัวรถและผู้โดยสาร นำพารถไฟไปสู่จุดหมาย เป็นต้น เรามาทำความรู้จักกับงานระบบราง (Trackwork) ที่มีใช้ในโครงการต่างๆในเมืองไทย บางเส้นได้เปิดเดินรถแล้ว บางเส้นกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่

ราง (Rails) รางทำจากโลหะเหล็ก บริเวณที่มีภาระสูง เช่น ทางโค้ง ทางเข้า- ออก สถานีจะมีความแข็งที่ผิวมากกว่าบริเวณอื่นๆ ขนาดราง UIC60 ที่มีน้ำหนักประมาณ 60 กก./ม. จะถูกใช้ในเส้นทาง BTS (ทุกสาย) เส้นทางแอร์พอร์ทเรลลิงค์ ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินช่วงแรกใช้รางขนาด UIC54 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า

โครงสร้างรองรับราง (Track form) เป็นส่วนประกอบที่รองรับราง มี 2 ชนิดคือ Ballast Track คือมีหินรองรับราง แบบเดียวกับที่เห็นของการรถไฟฯ และ Non-Ballast Track คือมีโครงสร้างถาวรรองรับ อุปกรณ์ยึดรางยึดกับโครงสร้างนี้โดยตรง (Direct Fixation Track) ในเมืองไทยในแต่ละเส้นทางมีการใช้แต่ละชนิดดังนี้
  1. BTS ใช้ชนิด Non-ballast track ทั้งในเส้นทางหลัก (Mainline) และในบริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot)
  2. รถไฟฟ้าใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคล ใช้ชนิด Non-ballast trak สำหรับ Mainline ส่วนบริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงจะใช้ชนิด Ballast track
  3. เส้นทางแอร์พอร์ทเรลลิงค์ ใช้เหมือนกับเส้นทางสายสีน้ำเงินข้างต้น

รูปแบบของ Track form ที่ใช้ในเส้นทางต่างๆในเมืองไทย มีความหลากหลาย ถึงแม้ว่าจะเป็นชนิดเดียวกันก็ตาม

  1. BTS - เส้นทางเดิม (สายสุขุมวิท หมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม สนามกีฬาฯ-สะพานตากสิน) เส้นทางนี้ใช้ Track Plinth ซึ่งเป็นโครงสร้าง คสล. รองรับรางทั้งสอง ยึดติดกับโครงสร้างทางวิ่ง Visduct) ด้วยหมุดยึดที่ติดตั้งมาจากโรงงานผลิต Box girder รูปแบบนี้มีความเหมาะสมในการใช้งาน น้ำหนักไม่มาก ระบายน้ำสะดวก แต่ติดตั้งยากตรงที่ต้องยึดรางให้ลอยอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ก่อนที่จะทำการเทคอนกรีต
  2. BTS - เส้นต่อขยาย สายสุขุมวิท อ่อนนุช-แบริ่ง เส้นทางนี้ใช้รูปแบบคล้ายกับเส้นแรก แต่โครงสร้างรองรับราง (Track Plinth) ใช้วิธีการหล่อสำเร็จมาก่อน แล้วค่อยติดตั้ง
  3. BTS - เส้นต่อขยาย สายสีลม สะพานตากสิน เส้นทางนี้มีการวางหมอนราง (Sleeper) เพื่อยึดรางแล้ววางบน Viaduct จากนั้นจึงติดตั้งเหล็กเสริมแล้วเทคอนกรีต แต่ระดับคอนกรีตที่เทไปเพื่อยึด Sleeper จะไม่สูงกว่าระดับผิวบน ดังนั้นหากเราไปดูจะเห็น Sleeper ทุกอันเป็นระยะๆไป วิธีนี้ติดตั้งสะดวก เพราะมี Sleeper มาทำหน้าที่กำหนดระยะราง (Track gauge) แต่มีข้อด้อยคือระบายน้ำไม่สะดวก อาจจมีสิ่งสกปรกตกค้างบริเวณรางได้ง่าย
  4. สายสีน้ำเงิน - เส้นเดิม เป็นเส้นทางในอุโมงค์ใต้ดินทั้งหมด ไม่มีโครงสร้าง Upstand ที่จะป้องกันการตกราง เริ่มโดยเทคอนกรีตส่วนแรก จากนั้นวางท่อระบายน้ำ ติดตั้งรางให้ได้ตำแหน่งตามต้องการ แล้วจึงเทคอนกรีต วิธีนี้ยุ่งยากตอนจัดตำแหน่งรางและเทคอนกรีต เพราะพื้นที่จำกัด ทำให้ควบคุมความสะอาดไม่ได้ คอนกรีตจะไปทำให้อุปกรณ์ยึดรางเลอะเทอะ ต้องมาถอดทำความสะอาดอีกครั้ง
  5. สายแอร์พอร์ทเรลลิงค์ เส้นทางนี้ใช้รูปแบบต่างกันออกไป โดยมีการใช้หมอนรองแบบ Double blocks รองรับราง ไม่มีชิ้นส่วนยึดระหว่างหมอนทั้งสอง ดังนั้นวิธีติดตั้งจะต้องมีอุปกรณ์ช่วยติดตั้งที่แม่นยำและสะดวกในการปรับแต่ง เพราะต้องปรับแต่งทั้งระยะห่างราง (Track gauge) ระดับราง (Profile) แนวเส้นทาง (Alignment) อีกทั้งบริเวณทางโค้งจะต้องสามารถปรับแต่ง Cant ที่ระดับของรางด้านนอกโค้งสูงกว่ารางด้านในโค้ง

รูปภาพของแต่ละชนิด จะจัดหามาให้ชมภายหลังนะครับ

ดูงานวางรางของโครงการแอร์พอร์ทเรลลิงค์ ที่สุวรรณภูมิ

เมื่อเช้านี้ (18 พ.ค. 2550) ได้นัดหมายกับผู้รับเหมางานระบบราง (Trackwork) คือ China Rail Construction Co., Ltd., CRCC. โดยเป็นการเข้าชมครั้งที่ 2 ของผม โดยครั้งนี้ได้พาเจ้าหน้าที่ของ รฟม. ไปดูด้วย รวมแล้วทั้งสิ้นประมาณ 10 คน รฟม. เดินทางไปเองโดยรถตู้ไปพบกันที่หน้างเข้าพื้นที่ บริเวณข้างทางวิ่งที่จะลงใต้ดิน ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยนัดพบกับเจ้าหน้าที่ของ CRCC ประมาณ 10.00 น.
หลังจากที่มากันพร้อมหน้าแล้ว การเดินทางเข้าพื้นที่จะต้องถ่ายรถโดยใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อของโครงการเข้า เพราะสภาพถนนภายในมีสภาพย่ำแย่เต็มทน ตามหมายกำหนดการเราจะเริ่มชมบริเวณพื้นที่สถานีใต้อาคารผู้โดยสาร มีคนงานของผู้รับเกมาก่อสร้างงานโยธากำลังฉาบปูนนิดหน่อย ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรมากมาย แต่ที่แปลกคือ คนงานเหล่านี้สามารถทำงานในที่มืดได้ ไม่มีไฟแสงสว่างเลย น่าศึกษาจริงๆ CRCC กำลังติดตั้งราง โดยติดตั้งแล้วประมาณ 100 เมตร
รางที่ใช้เป็น UIC60 ชนิด Direct Fixation มีระยะห่างราง 1435 มม. (Standard Gauge) โครงสร้างรองรับราง (Track Form) เป็นลักษณะ Track Slab ชนิดคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยมี Upstand สองข้าง โครงสร้างรองรับรางจะแบ่งการเทคอนกรีตเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจะทำการเทคอนกรีตจนถึงระดับที่ต่ำกว่าผิวลนของราง 200 มม. หลังจากนั้นจึงเทคอนกรีตส่วนที่เหลืออีกครั้งในส่วนของ Upstand
การติดตั้งรางให้ได้ระยะนั้นจะถูกกำหนดด้วย Jig ที่กำหนดระยะห่างและมุมของราง มีสกรูที่สามารถปรับระดับของรางได้อยู่ทั้งสองข้างของ Jig Jig ดังกล่าวจะติดตั้งทุกๆระยะ 2.50 เมตร คานกลางของ Jig จะมีเครื่งหมายให้เทียบแนวเส้นทางที่กำนดบนผิวโครงสร้างทางวิ่ง โดยทำการทำเครื่องหมายแนวทางวิ่งทุกระยะ 5.0 เมตร การติดตั้งวิธีนี้มีความเรียบง่าย ไม่ต้องใช้ช่างฝีมือดีมากนัก แต่จะต้องได้รับการเตรียมงานที่ดี เช่น Jig ที่ใช้จะต้องมีความเที่ยงตรงสูง ขั้นตอนการติดตั้งจะต้องมีออกแบบให้เหมาะสม อีกทั้งการจัดการหน้างานเรื่องคนงาน ขั้นตอนการติดตั้งที่ดี จะทำให้มีความเร็วในการติดตั้งสูง
วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้เป็นของประเทศจีนทั้งสิ้น วัสดุและอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถใช้งานได้ แต่ควรจะได้รับการทดสอบและมีวิธีควบคุมคุณภาพที่ดี ต่อไปจะเขียนเกี่ยวกับวิ๊การวางรางของเส้นทางอื่นๆ เช่น บีทีเอสทุกเส้น และเส้นทางใต้ดิน ส่วนรูปภาพของทริปนี้จะทะยอยลงให้ภายหลัง

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

วัตถุประสงค์และแนวทาง

Blog นี้ถูกจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์และแนวทางการดำเนินการพิจารณาข้อมูลที่จะนำมาลงใน Blog นี้ มีดังนี้
วัตถุประสงค์
  1. เผยแพร่ความรู้ทางด้านวิศวกรรมและความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชนแก่ผู้ที่สนใจทั่วไป
  2. เผยแพร่รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิศวกรรมและความรู้ทั่วไปแก่ผู้สนใจทั่วไป เช่น รถยนต์ งานระบบท่อ ถังเก็บสารเคมี ระบบจ่ายไฟฟ้า การบริหารโครงการ วิธีการก่อสร้าง สถาปัตยกรรม เป็นต้น
  3. ไม่อนุญาติให้มีบทความเกี่ยวกับความคิดเห็นด้าน การเมือง ศาสนา เชื้อชาติ เป็นต้น
  4. ไม่อนุญาติให้มีบทความหรือสื่อต่างๆเกี่ยวกับทางเพศ
  5. บทความทั้งหมดมิได้ถูกตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเนื้อหา

แนวทาง

  1. เชิญชวนให้ผู้สนใจและยินดีจัดเตรียมบทความที่ไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ เพื่อลงใน Blog โดยส่งบทความนั้นๆมาตามอีเมล์ tanat169@gmail.com
  2. บทความทุกชิ้นจะถูกตรวจสอบก่อนนำขึ้น Blog
  3. บทความทุกชิ้นควรระบุที่มาของข้อมูล รูปภาพ
  4. ประเภทของบทความ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นเฉพาะด้านวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรม อาจจะเป็นด้านการบริหาร การเงิน
  5. กรณีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกมาอ้างถึงในบทความ ควรตรวจสอบและให้เกียรติที่จะอ้างถึงหรือพาดพิงในเชิงวิชาการ
  6. การนำข้อมูลทั้งหมดหรือบางส่วนของบทความใดๆไปใช้ ควรพิจารณาและแจ้งให้ทราบ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง